บทที่ 6 เมื่อหัวใจพบรัก 1
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ณ ประเทศไทย
อินทิยากลับมาบ้านได้สองวัน หลังจากพาเจเน็ตตะเวนเที่ยวภูเก็ตและกระบี่ร่วมหนึ่งสัปดาห์ พอมาถึงบ้านก็เจอเรื่องปวดหัว เรื่องที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่องของจตุรงค์ ว่าที่คู่หมั้นที่โทรมาหาตนมากจนไม่อยากดูว่ากี่ครั้ง เลยใช้วิธีปิดเสียง
เมื่อวานนี้อินทิยาไปรับชลกวี ลูกชายของเพื่อนสนิท ที่ไว้วานให้ดูลูกชายหนึ่งคืน เนื่องจากภาพิมลต้องทำออเดอร์ขนมเค้กร่วมห้าร้อยชิ้น จึงไม่สะดวกไปรับลูกชายที่โรงเรียน และดูแลในช่วงเย็น ซึ่งอินทิยาเต็มใจช่วยเหลือเพื่อน เป็นแม่จำเป็นให้หนึ่งวัน
ช่วงสายวันต่อมาอินทิยาจูงมือชลกวีลงมาจากชั้นล่าง พาหลานชายไปกินมื้อเช้า แล้วเสร็จจะได้ไปส่งชลกวีที่ร้านคาเฟ่ของภาพิมล ทั้งคู่ใช้เวลากินอาหารประมาณสิบห้านาที สองป้าหลานเดินออกมาด้านนอก
อินทิยาชะงักเล็กน้อย เมื่อเห็นบิดานั่งอยู่บนโซฟา ด้วยสีหน้าบ่งชัดถึงความไม่พอใจมาก มากเสียจนคนเป็นลูกรู้ว่า สาเหตุของความรู้สึกนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องเดิม
“ทำไมแกถึงไม่รับสายบิ๊ก บิ๊กโทรหาแกยี่สิบสามสิบครั้งแล้วนะ รับสายสักนิดมันจะตายหรือไง” สีหน้าบึ้งตึง บอกให้รู้ว่า ครั้งนี้พรพนมไม่พอใจมาก
“งานยุ่งค่ะ เลยไม่รับ” อินทิยาไม่ใส่ใจคนที่โทรหาตน เกลียดน้ำหน้ามาก แค่ชื่อก็ไม่อยากได้ยิน
“งานอะไรจะยุ่งถึงขั้นรับสายไม่ได้ ฉันเห็นเธอตะลอนเที่ยวกับเพื่อน ไม่พอนะยังเอาเด็กคนนี้มาเลี้ยงอีก นี่น่ะเหรอที่ว่างานยุ่ง” รุ่งนภา แม่เลี้ยงวัยสี่สิบสี่ปี ตวาดถามอีกคน “เธอจงใจไม่รับสายบิ๊กมากกว่าใช่มั้ย”
“งานลินท์ยุ่งจริงๆ ค่ะ แล้วลินท์ก็ไม่คิดว่า การที่ลินท์ไม่รับสายใครสักคน มันเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต ถึงขั้นต้องมาดุมาด่ากัน” อินทิยาเบื่อเรื่องนี้มาก “ถึงลินท์รับสายหรือไม่รับ งานแต่งงานก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี บังคับให้ลินท์แต่งงานก็พอแล้วค่ะ อย่าบังคับให้ลินท์ทำในเรื่องไม่อยากทำอีกเลย เพราะมันทำให้ลินท์คิดว่า คุณพ่อไม่รักลินท์”
พรพนมถึงกับอึ้ง พูดไม่ออกกับคำพูดของลูกสาว
“ถ้าไม่มีอะไรสำคัญมากกว่านี้ ลินท์ขอตัวนะคะ จะไปส่งกัปตันค่ะ” อินทิยาเดินออกจากห้องรับแขกทันทีที่พูดจบ ไม่สนใจสีหน้าบึ้งตึงของแม่เลี้ยง ที่มองตามเธอด้วยสายตาไม่พอใจ
“ดูสิคะพี่พนม ดูฤทธิ์ลูกสาวพี่ ปีกกล้าขาแข็งขึ้นทุกวัน อย่างนี้ต่อไปคุมยากแน่ๆ”
“เอาน่านภา ลินท์พูดถูกนะ เราอย่าบังคับเรื่องรับสายบิ๊กเลย มันเรื่องเล็กน้อย เพราะถึงยังไง ลินท์ก็ต้องแต่งงานกับบิ๊กอยู่ดี”
“แต่พี่พนมคะ...”
“เอาตามนี้แหละ อะไรปล่อยได้ก็ปล่อยไปเถอะ พี่เป็นคนกลาง พี่ลำบากใจนะ แล้วพี่ไม่อยากเป็นพ่อที่แย่ในสายตาลินท์ไปมากกว่านี้ด้วย แค่นี้พี่ทำให้ลินท์รู้สึกแย่มากพอแล้ว” พรพนมพูดตัดบท ลุกเดินออกไปอีกคน
“โอ๊ย ไมได้ดั่งใจจริงๆ” รุ่งนภาร้อนใจเรื่องนี้มาก การแต่งงานระหว่างอินทิยากับจตุรงค์ คือภารกิจหลักของตน ซึ่งมันอีกนิดเดียวเท่านั้น ทุกอย่างจะเป็นไปตามที่เธอต้องการ ฉะนั้นเธอไม่มีวันให้เกิดข้อผิดพลาดแน่นอน
....................................
อินทิยาขับรถพาชลกวี ลูกชายของภาพิมลเพื่อนสนิท ไปส่งที่ร้านกาแฟ ระหว่างทางความทรงจำในอดีตหวนกลับมา ราวกับเข็มที่คอยทิ่มแทงหัวใจ ยิ่งคิดยิ่งเจ็บ จนบางครั้งเธอต้องปล่อยน้ำตาเพื่อระบายความปวดร้าว
“ชาตินี้ฉันคงไม่มีวันเจอรักแท้” อินทิยาพึมพำ สายตาจับจ้องถนนเบื้องหน้า ก่อนเหลือบมองชลกวีด้วยรอยยิ้ม ความน่ารักของเด็กชายทำให้เธอเผลอฝันว่า สักวันจะมีลูกกับผู้ชายที่รักและรักเธอ ไม่ใช่ว่าที่สามีที่เธอไม่เคยปรารถนา
“ไอ้ผู้ชายเส็งเคร็ง...หน้าอย่างมึงไม่ควรเป็นทั้งผัวและพ่อของใคร”
แต่เธอรู้ดีว่าทุกอย่างสายเกินไป งานวิวาห์ระหว่างเธอกับ...กำลังจะเกิดขึ้น และเธอไม่มีทางเลือก แม้ว่าใจทุกข์ระทมมากแค่ไหน ชีวิตต้องก้าวเดินต่อไป อินทิยาต้องอยู่กับความเจ็บปวดนี้ให้ได้
หญิงสาวขับรถมาถึงจุดหมายในอีกยี่สิบนาทีต่อมา เธอจอดรถหน้าร้านที่มีที่ว่างพอดี ป้าหลานก้าวลงจากรถ มุ่งหน้าสู่ร้านที่ห่างไม่กี่เมตร
เสียงโมบายหน้าประตูดังตามตัวเด็กชายที่วิ่งเข้ามาในร้าน ตามหลังด้วยอินทิยา กลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนที่ยืนอยู่ต่างหันมองผู้เข้ามาใหม่
“แม่ฮะ แม่” นิคโกโลมองตามร่างเด็กชายที่วิ่งผ่านตนไป ชั่ววินาทีหนึ่งชลกวีหยุดวิ่งตรงหน้าตน เงยหน้ามองเขาแล้วยิ้มให้ ก่อนวิ่งไปหาคนเป็นแม่ที่ยืนอื้ออึงอยู่หลังเคาน์เตอร์
คนที่เดิมตามหลังชลกวี มองกลุ่มชายต่างชาติห้าคน เธอหัวใจเต้นแรงมากยามสบตากับเขาคนนั้น ที่อินทิยาไม่คิดว่าได้พบเขาที่นี่
เช่นเดียวกับมาร์เซลโล่ การพบเจอเธอวันนี้เสมือนสวรรค์ได้ยินความปรารถนาของตน เขามองเธอนิ่งนาน ราวกับว่าโลกนี้จุดน่าสนใจคือเธอคนเดียว
ตามองตา...เกิดแรงสั่นสะเทือนในหัวใจอย่างคุมไม่ได้ ก่อนเผยรอยยิ้มให้กัน
แต่แล้วอารมณ์ของอินทิยาแปรเปลี่ยน เมื่ออินทิยาเห็นใบหน้าของชายหนุ่มยืนอยู่หน้าสุด เธอไม่คิดว่า คนที่เธอเห็นคือ นิคโกโล อินทิยาตกใจรีบเดินไปยืนข้างเพื่อน ที่อุ้มชลกวีไว้ ราวกับว่ากลัวนิคโกโลแย่งชิง
“แม่ฮะ ใครคับ ตัวโต๊โต” ชลกวีถาม สายตามองนิคโกโล ที่มองลูกชายตาไม่ไหวติง
“ไปกันเถอะครับ” ความที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจพบเจอนิคโกโล ในสมองภาพิมลคิดได้ทางเดียวคือ ออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ทว่ามีหรือนิคโกโลจะยอมให้เธอหนีเขาได้ ร่างสูงใหญ่นำตัวมาขวาง มองภาพิมลนิ่ง
“เรามีเรื่องต้องคุยกัน ถ้าคุณหนี ผมก็จะล่า แล้วมันไม่จบง่ายๆ แน่ คุณน่าจะรู้นิสัยผมดีนะว่า ทำอะไรได้บ้าง ยิ่งผมรู้ว่า เรามีลูกด้วยกัน อย่าหวังว่าจะหนีได้” นิคโกโลไม่ได้ขู่ เขาทำจริง ซึ่งภาพิมลรู้ดีว่า แม้เขาอยู่เมืองไทย อำนาจมาเฟียไม่จางหาย
“เราหย่ากันแล้ว ทุกอย่างมันจบลงตั้งแต่วันนั้น เราไม่มีอะไรต้องคุยกัน”
“ใช่ เราหย่ากันแล้ว แต่คุณไม่ได้บอกผมนี่ว่า เรามีลูกด้วยกัน ฉะนั้นเรามีเรื่องคุยกันเยอะเลย”
“คุณรู้ได้ยังไงว่ากัปตันเป็นลูกคุณ กัปตันเป็นลูกฉันกับสามีใหม่ต่างหากล่ะ” ภาพิมลโต้กลับ ทว่าอีกฝ่ายกลับยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง
“เหรอ ผัวใหม่คุณหน้าตาคงคล้ายผมนะ เพราะกัปตันหน้าตาเหมือนผมเลย หรือว่าตอนนอนกับผัวใหม่ นึกถึงหน้าผม ลูกเลยออกมาหน้าตาเหมือนผมขนาดนี้” เจอย้อนแบบนี้ ภาพิมลถึงกับไปไม่เป็น “ผมสืบมาหมดแล้ว กัปตันคือลูกของผม คุณยืนยันกับแพมว่า คือลูกของผมจริง มันเป็นความจริงที่คุณปฏิเสธยากนะ”
ภาพิมลมองหน้านิคโกโล เธอได้คำตอบแล้วว่า ความลับนี้เข้าถึงหูเขาได้อย่างไร เป็นความกลัว ความกังวลที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่คิดว่า นิคโกโลจะมาเร็ว ยังมีอีกคนหนึ่งที่มองหน้านิคโกโลคือ ชลกวี ที่มองไปยิ้มให้ไป หัวใจคนเป็นพ่อยิ่งสั่น อยากกอด อยากหอมลูกชายใจแทบขาด ทว่าน้อยกว่าอยากกอดแม่ของลูก
“ไปคุยเลยโรส เพราะถ้าเธอหนี ก็ต้องหนีไปตลอด ยิ่งคุณนิครู้ว่า แกมีลูกกับเขา คุณนิคไม่ปล่อยผ่านแน่ ไม่งั้นมายืนหัวโด่อยู่นี่หรอก” อินทิยาเคยพูดก่อนหน้านี้ว่า หากนิคโกโลรู้เรื่องชลกวี ไม่มีความจำเป็นที่ภาพิมลต้องกลัว “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย และหนีไม่พ้นด้วย แกก็น่าจะรู้นิสัยคุณนิคดีกว่าใคร เขาไม่หยุดแน่”
“งั้นก็ไปบ้านคุณกันเลย ผมจะได้คุยกับโรส” เสียงนิคโกโลทำลายความตึงเครียด “ผมมารถเพื่อนที่เป็นคนไทย เขาชื่อเจมส์ คุณส่งโลเกชั่นบ้านคุณให้เจมส์ล่ะกัน ส่วนผมจะนั่งรถไปกับคุณ ตกลงตามนี้นะครับ”
“ค่ะ ตกลงตามนี้ค่ะ” อินทิยาตอบรับง่ายดาย อินทิยาจึงแลกเบอร์มือถือกับเตชินท์ รวมถึงแอดไลน์เพื่อส่งโลเกชั่น “คุณไปตามโลที่ฉันส่งให้นะคะ ถ้าหลงทางยังไงก็โทรหาฉัน”
“ครับคุณลินท์”
“เราไปกันเลยนะคะ”
ขณะกำลังพูดคุยอยู่กับเตชินท์ อินทิยาแอบตวัดสายตาไปมองมาร์เซลโล่ แล้วก็พบว่าเขายังคงทอดสายตาจับจ้องเธออยู่ตลอดเวลา นัยน์ตาเปี่ยมเสน่ห์คู่นั้นยังคงมีอิทธิพลเช่นเดิม เพราะเพียงแค่สบตากัน หัวใจของเธอก็พลันเต้นรัวเร็วจนแทบเสียอาการ
ต่างฝ่ายต่างส่งยิ้มบางๆ ให้กันโดยไร้ซึ่งถ้อยคำเอื้อนเอ่ย อาจเพราะยามนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทักทายหรือสานต่อความสัมพันธ์ ทว่าในอนาคต ก็ไม่อาจมีใครรู้ได้
